ระบบกฎหมาย (Legal System) หรือ สกุลกฎหมาย (Law Family)
0 ความคิดเห็น เขียนโดย Udome - อุดม ที่ 20:57
ระบบกฎหมาย (Legal System) หรือ สกุลกฎหมาย (Law Family) คือ กลุ่มของระบบกฎหมาย ซึ่งมีอยู่ 2 ระบบ คือ
- กฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law)
- กฎหมายจารีตประเพณี (Common Law)
กฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) ไม่มีการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เกิดจากจารีต และคำพิพากษาในอดีตที่มีมาใช้ในการพิจารณาตัดสินในปัจจุบัน อังกฤษเป็นผู้เริ่มต้นการใช้กฎหมายจารีตประเพณี
ประเทศไทยในช่วงแรกเริ่มใช้กฎหมายแบบชาติตะวันตกเมื่อสมัย รัชกาลที่ 5 โดยใช้ระบบกฎหมายของอังกฤษก่อน แต่ก็เป็นการรับเอากฎหมายของประเทศอังกฤษมาใช้ทั้งดุ้นซึ่งบางเรื่องอาจไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกี่ยวกับวงการกฎหมายไทย โดยได้ทำประมวลกฎหมายใหม่ขึ้น โดยร่วมกับนักกฎหมายชาวฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในวงการกฎหมายไทยต้องปรับตัวจากระบบกฎหมายอังกฤษ เป็นระบบกฎหมายแบบฝรั่งเศสซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิง และหลังจากนั้นใน ปี 2468 ก็ได้มาเปลี่ยนมาใช้ ระบบกฎหมายของเยอรมันนี (เปลี่ยนแปลงใหญ่เป็นครั้งที่ 3) แม้ว่าครั้งหลังนี้จะมีระบบกฎหมายแบบ Civil law เหมือนกันแต่ว่าวิธีคิด และวิธีตีความก็แตกต่างกันอยู่หลายประการ โดยเฉพาะกฎหมายเยอรมันจะเน้นความสำคัญของจารีตประเพณี แต่ของฝรั่งเศสจะต่อต้านจารีตประเพณี ซึ่งผลของการรับกฎหมายที่ต่างกันมาใช้ในประเทศไทยนั้น ทำให้กฎหมายประเทศไทยมีความสับสนและไม่เป็นไปแนวทางเดียวกันหลายมาตราจนถึงปัจจุบัน
คำถามว่า กฎหมายคืออะไร ? คำถามง่าย ๆ แบบนี้ ทุกวันนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าคืออะไรกันแน่ เพราะว่ามีการให้ความหมายของคำว่า กฎหมาย แตกต่างกันไป เพราะแต่ละคนที่ให้ความหมายของคำว่า กฎหมาย มีแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามยังมีแนวคิดที่ยอมรับตรงกัน อยู่ 4 ประการคือ
- กฎหมาย ต้องเป็นกฎเกณฑ์ (norm) หมายถึงเป็นข้อกำหนดบังคับที่มีมาตรฐาน (ไม่มีคำว่าสองมาตรฐาน) ใช้ตัดสินความประพฤติของแต่ละบุคคลว่าถูกหรือผิด
- กฎหมาย ต้องกำหนดความประพฤติของคน ให้ทำหรือห้ามทำพฤติกรรมใด ๆ แต่ไม่เกี่ยวกับเหตุสุดวิสัยอื่น ๆ ที่นอกเหนือการควบคุมของบุคคล เช่น คนเกิดเป็นลมบ้าหมูและชักกระตุกไปโดนคนอื่น นั่นหมายถึงว่าการกระทำต้องเกิดจากเจตนานั้นถึงจะมีกฎหมายเข้าไปกำหนดความประพฤติของคน
- กฎหมาย ต้องทำการบังคับในกรณีที่ฝ่าฝืนกฎหมาย - ถ้าฝ่าฝืนกฎหมายต้องถูกบังคับ หรือหมายถึงลงโทษด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ ประหาร จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์ หรือทางกฎหมายแพ่งและพานิชย์มีการบังคับเป็นโมฆะหรือโมฆียะ
- กฎหมายมีการบังคับใช้เป็นกิจลักษณะ หมายถึง ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม

คำว่า UBI SOCIETAS, IBI JUS แปลว่า ที่ใดมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย แสดงให้เห็นว่า สังคมมนุษย์เกี่ยวพันกับกฎหมายเป็นอย่างมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พัฒนาการของกฎหมายตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีดังนี้
- ยุคกฎหมายชาวบ้าน (Volksrecht) - มีรูปแบบกฎหมาย แบบ จารีตประเพณี โดยใช้เหตุผลของสามัญชนในการตัดสินใด ๆ กฎหมายนี้ เรียกอีกอย่างว่า The good old law หมายความว่า เป็นกฎหมายที่เกิดจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ในยุคนี้ศีลธรรมกับกฎหมายไม่มีการแบ่งแยกจากกัน ทุกคนรู้จากการประพฤติปฏิบัติของสังคมที่สืบทอดกันมา
- ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย (Juristensrecht) - มีรูปแบบของกฎหมาย คือ ใช้หลักกฎหมาย โดยใช้เหตุผลที่มาจากการปรุงแต่งทางกฎหมายที่ซับซ้อน การใช้เหตุผลที่ละเอียดและซับซ้อนเพื่อตัดสินแต่ละคดีความ ซึงทำให้เกิดพัฒนาการของกฎหมายเป็นหลักวิชาของนักกฎหมายในเวลาต่อมา ช่วงเวลานี้คือช่วงพัฒนาการของกฎหมาย (หลักกฎหมายยังไม่เสถียร)
- ยุคกฎหมายเทคนิค หรือกฎหมายที่บัญญัติขึ้น ( Technical Law ) - กฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร การใช้กฏหมายโดยจากกฎหมายที่บัญญัติขขึ้น เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องที่เฉพาะเจาะจง กฎหมายยุคนี้ต่างจากกฎหมายยุคอื่นที่มิได้เกิดจากศีลธรรม แต่เกิดจากเหตุผลทาง เทคนิค
กฎหมายสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสังคมมนุษย์แต่ละคนเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เกิด จนถึงตาย กฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิทธิของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา จนกระทั่งตายไปแล้วกฎหมายก็ยังมีผลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ตาย เช่น เจ้าบ้านต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่ เป็นต้น
ในด้านการค้าและเศรษฐกิจ กฎหมายก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องมากมาย ยกตัวอย่างเช่น การที่จะตั้งองค์กรทางธุรกิจจะต้องตั้งในรูปแบบใด - ห้างหุ้นส่วน หรือ บริษัท เป็นต้น
จะเห็นได้ว่ากฎหมายเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันต่าง ๆ เกี่ยวกับเราทุกเรื่อง เหมือนเป็นเงาตามตัวไปตลอด ดังนั้นการเรียนรู้กฎหมายจึงเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ อย่างแน่นอน การที่ไม่รู้กฎหมายเป็นการเสียเปรียบเป็นอย่างยิ่งเพราะทำให้เราไม่รู้ถึงสิทธิบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เราควรได้ และอาจถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้รู้กฎหมายก็เป็นได้
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับกฎหมาย มาตรา 64 บัญญัติว่า
บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้แต่ถ้าศาลเห็นว่าตามสภาพและพฤติการณ์ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลอาจจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้แม้กฎหมายจะเข้มงวดเพียงใด แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นในบางกรณีเพื่อเป็นความยุติธรรม เช่น ชาวเขา หรือคนต่างด้าว เป็นต้น

บางคนอาจคิดว่า ประวัติความเป็นมาของกฎหมายไม่สำคัญ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องพื้นฐานที่ควรรู้เพื่อให้เข้าใจว่ากฎหมายเป็นมาอย่างไรได้อย่างถูกต้อง เรามาเริ่มศึกษากันเลยดีกว่าครับ
คำว่ากฎหมาย เริ่มขึ้นมาจาก พระเจ้าจัสติเนียนแห่งอาณาจักร ไบแซนไทน์ โดยทรงบัญญัติ คำว่า ธรรมศาสตร์ (Jurisproudence) หลังจากนั้น ชาวอังกฤษได้นำคำว่า Jurisproudence นี้มาใช้
การใช้คำกฏหมายในประเทศไทยเริ่มต้นจากกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ บิดาแห่งกฎหมายไทย โดยที่ได้ไปเรียนวิชากฎหมายจากประเทศอังกฤษ และนำหลักกฏหมายมาใช้ในประเทศไทยครั้ง ดังนั้นกฎหมายไทยจึงเริ่มโดยมีพื้นฐานมาจากประเทศอังกฤษ เดิมกฎหมายเรียกว่า Principle of Jurisprudence ซึ่งแปลว่า หลักธรรมศาสตร์ หรือ หลักแห่งธรรมะ ซึ่งเป็นพื้นฐานของวิธีคิดเบื้องต้นของผู้ที่ใช้กฎหมายต้องมีใจที่เป็นธรรม ตัดสินด้วยความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง
สวัสดีผู้ที่มาชมบล็อคของผมครับ ผมสร้าง blog นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังเรียนกฎหมายเบื้องต้น สำหรับผู้ที่เริ่มเรียนหรือสนใจเกี่ยวกับกฎหมาย โดยจะแนะนำหลักเบื้องต้นของกฎหมาย ลักษณะของกฎหมาย และการใช้กฎหมาย โดยเน้นการใช้ภาษาที่เข้าใจ และเรียนรู้ง่าย โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจกฎหมายทั่วไป